History of CODESTAR
ประวัติการก่อตั้ง


เริ่มเขียน Java จริงจังตั้งแต่ปี 1997 หรือปี 2540 ช่วงก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านั้นก็เคยเขียน Java มานิดหน่อย แต่ต้องเน้น Pascal เป็นหลัก เพราะเป็นภาษาที่นักเรียนคอมพิวเตอร์โอลิมปิค หรือ IOI ของไทยใช้กัน ตอนนั้นไม่ต้องเตรียมตัวสอบที่ไหน เพราะเข้ามหาวิทยาลัยจาก Quota ของ IOI เลยมีเวลาว่างเยอะ นั่งเขียน Java ทั้งวันทั้งคืน โชคดีที่มีพื้นฐาน OOP จาก C++ และ Pascal (Delphi) มาก่อน ทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปหมด Java เหมือนเป็นภาษาย่อยของ C++ เลยทีเดียว

ก่อนปี 2000 ถือว่าเป็นยุคทองของ Java มีชื่อเสียงโด่งดังไปทุกวงการ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีภาษาไหนทัดเทียมได้ สื่อด้าน IT ทุกที่ต้องมีบทความลงทุกฉบับ นิตยสารด้านธุรกิจต้องมีโฆษณา Java อยู่ด้วย ไปไหนมาไหนเห็นแต่คนใส่เสื้อยืด Java เต็มไปหมด อย่าง Python เกิดมาก่อนก็จริง แต่ได้รับความนิยมน้อยมาก บริษัทขนาดใหญ่อย่าง IBM, Microsoft, Oracle และ Symantec ต่างสร้างเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ Java ส่วน C# มาสร้างทีหลัง ราวปี 2001 จากคนที่เคยสร้างเครื่องมือของ Pascal, Delphi และ J++ มาก่อน ผลงานปัจจุบันที่เห็นก็คือ TypeScript นั่นเอง

ในตอนนั้นหนังสือ Java ราคาแพงมาก เพราะเป็นช่วงลอยตัวค่าเงินพอดี หนังสือทั้งหมดต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ร้านหนังสือไม่มีการติดราคาเอาไว้ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนมีขึ้นลงทุกวัน ต้องถือหนังสือเดินไปถามราคาทีละเล่ม เมื่อหนังสือราคาแพงและขี้เกียจเดินไปถามราคา เลยใช้วิธียืนอ่านที่ร้านแทน พยายามจำเทคนิควิธีการจากหนังสือ มาลองเขียนเองที่บ้าน

ต่อมานึกขึ้นมาได้ว่า ศาสตราจารย์ท่านนึง เคยสอนในห้องเรียน IOI ไว้ว่า การอ่าน Code ก็มีความสำคัญเท่ากับการเขียน Code ตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็ลองทำดู คือแทนที่จะไปอ่านหนังสือที่ร้าน คราวนี้ใช้วิธีอ่าน Source Code ของ Java แทน ดูว่าใครเป็นคนเขียน Class นี้ ใช้ Keyword นี้เพื่ออะไร Method นี้เขียนยังไง เปิดเข้าไปดู เข้าไปศึกษาจากต้นฉบับ ก็ยิ่งทำให้เข้าใจอย่างละเอียดลึกซึ้ง ทั้งหมดนี้ก็เริ่มมาจากการอ่าน Code นี่เอง

เมื่อเข้าเรียนปริญญาตรีที่จุฬาฯ สาขา Computer Science หรือที่เรียกว่า CSCU ต้องเรียนหลายภาษา พอเรียนจบมาทำงานก็ใช้หลายภาษา งานขนาดเล็กไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่งานขนาดใหญ่เขียนหลายคนมีปัญหามาก เลยมานั่งวิเคราะห์ดูว่ามันเกิดมาจากอะไร ทำไมบางระบบมีปัญหาน้อยกว่า ได้ข้อสรุปว่า มันน่าจะเกิดจากภาษาที่ใช้เขียน อย่าง Java หรือ C# จะบังคับให้เขียนทุกอย่างใน Class ห้ามเขียนอะไรด้านนอก ส่งผลให้เขียนระบบขนาดใหญ่ได้ดีกว่าภาษาอื่น มีปัญหาน้อยกว่าภาษาอื่น แก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบให้ตรงกับธุรกิจได้รวดเร็วกว่าภาษาอื่น เลยเลือกใช้ Java มาโดยตลอด

พอมาทำงานระดับบริหาร ต้องรับคนเข้ามาทำงานด้วย ก็พบว่าน้องที่เข้ามาทำงานส่วนใหญ่มีพื้นฐานน้อยมาก ไม่รับก็ไม่ได้เพราะหาคนไม่ได้ รับมาต้องสอนพื้นฐานใหม่หมด ทำงานไปซักพักก็ออกไปหางานใหม่ รับคนใหม่มาก็ต้องสอนใหม่อีก เลยมาคิดได้ว่า ออกไปเปิดสอนเองเลยน่าจะดีกว่า เรียนจบแล้วออกไปทางไหนก็ไปได้เลย สบายใจกันทุกฝ่าย

เปิดสอนช่วงแรกปี 2015 ต้องไปเช่าพื้นที่ของ Coworking Space ตามด้วยการเช่าห้องสอนของสถาบันสอนทำงานสายการบิน ผ่านไปเกือบปีก็มาเปิดสถาบันเองบ้าง เพราะค่าใช้จ่ายโดยรวมจะถูกกว่า มาเรียนแล้วอยากให้ทุกคนออกไปทำงานจริงได้เลย ดังนั้นถ้าใครขาดเรียน หรือไม่เข้าใจเนื้อหา สามารถมาเรียนซ้ำได้ฟรีในเดือนถัดไป จนกว่าจะเข้าใจและทำงานได้จริง

สอนไปสอนมา ทุกวันนี้ กลายเป็นคนสอน Java ที่มีชั่วโมงการสอนมากที่สุดในโลก 4,400 กว่าชั่วโมง ยังไม่รวมการสอน Full Stack Engineer อีก 3,000 ชั่วโมง เปิดสอนทุกเดือน นับตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปัจจุบัน คนที่มาเรียนสามารถเข้าไปทำงานในบริษัทชั้นนำได้ทุกที่ ทั้ง True, SCG, CP, Central, Accenture, Google, Refinitiv, Grab ธนาคารชั้นนำ และบริษัทอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ในอนาคต Java ก็น่าจะเป็นภาษายอดนิยมเหมือนเดิม อาจจะมีภาษาอื่นขึ้นมาแทน แต่ Java จะยังอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ เพราะเป็นระบบหลักขององค์กรขนาดใหญ่ ใช้งานกับระบบคอมพิวเตอร์ได้ทุกขนาด มีปัญหาน้อย Database ไม่ว่ารุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ต้องรองรับ Java ก่อน รวมถึงการมี Ecosystem ที่เป็นเอกลักษณ์ น้อยคนที่จะรู้เรื่อง คนที่เข้าใจระบบ Java สามารถทำงานที่มีรายได้ดีไปอีกอย่างน้อย 20 ปี ไม่ต้องเสียเวลาไปศึกษาเรื่องใหม่ให้ปวดหัว

สำหรับคนที่สนใจสมัครเรียน ดูคอร์สเรียนได้ที่นี่ https://codestar.work/register